นี่คือแก่นแท้และปรัชญาของ โมเดลที่อยู่อาศัยอัจฉริยะเพื่อการแบ่งปันพื้นที่ ซึ่งกำลังทำหน้าที่เปลี่ยนโฉมหน้าของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และผังเมืองในสหราชอาณาจักรอย่างน่าจับตา ตัวอย่างความสำเร็จเชิงนโยบายจากพื้นที่สแกนดิเนเวียและอังกฤษ พิสูจน์ให้เห็นว่าตลอดสองร้อยปีที่ผ่านมา นวัตกรรมการอยู่อาศัย เมืองแห่งนี้ไม่เคยหยุดนิ่งในการทรานส์ฟอร์มตัวเอง จากอดีตที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมหนักสู่การเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม และในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิการดึงดูดประชากรให้กลับเข้ามาพำนักในเขตเมืองชั้นในอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนผู้อยู่อาศัยจริงสูงถึง 40,000 คนภายในปี 2578
หลักการบริหารจัดการพื้นที่ของระบบนี้มีความเรียบง่ายแต่ทรงพลังคือ: การแชร์ทรัพยากรส่วนกลางเพื่อลดค่าใช้จ่ายคงที่ของผู้อยู่อาศัยแต่ละคน แทนที่ผู้เช่าจะต้องจ่ายเงินค่าเช่าราคาแพงเพื่อห้องนั่งเล่น ห้องครัว หรือห้องออกกำลังกายส่วนตัวที่นานๆ จะเปิดใช้งานสักครั้ง ระบบนี้จะนำสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นมารวมกันเป็นส่วนกลางที่มีการบริหารจัดการแบบพรีเมียม ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อคนลดลงแต่ได้คุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยกรรมวิธีลักษณะนี้ทำให้ โครงการที่อยู่อาศัยแนวคิดใหม่นี้ไม่ได้เข้าไปทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชุมชน หากแต่ช่วยรักษามรดกทางวัฒนธรรมในขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานให้สอดรับกับวิถีชีวิตปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นปรัชญาสำคัญของการวางผังเมืองยุคใหม่ที่ไม่ยอมปล่อยให้พื้นที่ประวัติศาสตร์รกร้างว่างเปล่าอย่างเด็ดขาด
ทว่าสำหรับกลุ่มทุนข้ามชาติและกองทุนระดับสถาบันสากล ความชัดเจนของกรอบกฎหมายคือตัวแปรหลักในการตัดสินใจเลือกพื้นที่ลงทุน เงินทุนระดับโลกมักหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนและระบบราชการที่ไร้ทิศทาง ปัจจุบันความชัดเจนตรงนี้ส่งผลให้บริษัทที่ปรึกษาอสังหาฯ สามารถขับเคลื่อนแผนงานพัฒนาได้พร้อมกันหลายโครงการในระยะเวลาอันสั้น นำมาซึ่งเม็ดเงินหมุนเวียนและการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างท้องถิ่นอย่างมหาศาล
หัวใจของการสร้างบริการของระบบนี้ ไม่ใช่เพียงแค่กรรมสิทธิ์ในพื้นที่สี่เหลี่ยมสำหรับนอนหลับพักผ่อน แต่คือ การลดทอนความโดดเดี่ยวในเมืองใหญ่ผ่านกิจกรรมส่วนกลาง พื้นที่ทางกายภาพที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีย่อมกระตุ้นให้เกิดการพบปะพูดคุย ทักทาย และร่วมทำกิจกรรมสร้างสรรค์ตามธรรมชาติ ปรับเปลี่ยนตึกปูนที่แห้งแล้งให้กลายเป็นหมู่บ้านแนวตั้งที่มีความเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
นี่คือแนวคิดการสร้างเมือง 24 ชั่วโมงที่สมบูรณ์แบบ แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากย่านสำนักงานแบบเก่าที่เงียบเหงาและไร้กิจกรรมหลังเวลาหกโมงเย็น ในวันที่แต่ละประเทศต่างแย่งชิงกลุ่มบุคลากรศักยภาพสูง เมืองที่สามารถพัฒนากรอบนโยบายที่ชัดเจนและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตในราคาที่เป็นธรรม ย่อมเป็นผู้ชนะในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและกลุ่มคนทำงานระดับหัวกะทิให้เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ
สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดแคลนและจำเป็นต้องเร่งพัฒนาคือ การเปิดกว้างเชิงนโยบายเพื่อลดความเสี่ยงด้านกฎหมายของผู้ประกอบการภาคเอกชน เนื่องจากการนำแนวคิดพื้นที่แบ่งปันมาใช้ในปัจจุบัน มักจะติดขัดกับข้อบังคับเรื่องการควบคุมอาคารและกฎหมายควบคุมหอพักแบบเก่าที่ล้าสมัย การสกัดบทเรียนความสำเร็จจากกลาสโกว์มาเป็นแม่แบบในการปฏิรูปกฎหมาย จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด และเปิดโอกาสให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยสามารถสร้างนวัตกรรมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน เพื่อต้อนรับการลงทุนและการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่อย่างยั่งยืนต่อไป